ราคาของเครื่องหมายการค้าไม่มี “ราคากลาง” ที่กำหนดไว้แน่นอนเหมือนสินค้าทั่วไป แต่จะขึ้นอยู่กับการเจรจาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ ราคาซื้อขายทางธุรกิจ และ ค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย
1. ราคาซื้อขายทางธุรกิจ (Market Price)
ส่วนนี้คือค่าตัวของแบรนด์ ซึ่งผันแปรตามความพอใจและมูลค่าของแบรนด์นั้นๆ:
-
เครื่องหมายการค้า “พร้อมใช้” (Ready-made Trademark): มักเป็นชื่อหรือโลโก้ที่จดทะเบียนทิ้งไว้ (ยังไม่มีฐานลูกค้า) ราคาในตลาดมักเริ่มตั้งแต่ 30,000 – 100,000 บาท+ ขึ้นอยู่กับความสวยของชื่อ ความยากง่ายในการจดทะเบียน และกลุ่มสินค้า (เช่น กลุ่มอาหารเสริมหรือเครื่องสำอางมักมีราคาสูงกว่า)
-
เครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแล้ว (Established Brand): ราคาจะถูกประเมินจาก มูลค่าทางธุรกิจ เช่น ยอดขาย ฐานลูกค้า ความเชื่อถือของแบรนด์ ซึ่งอาจมีราคาตั้งแต่ หลักแสนไปจนถึงหลักหลายสิบล้านบาท โดยมักใช้ที่ปรึกษาทางการเงินมาช่วยประเมินมูลค่า (Brand Valuation)
2. ค่าธรรมเนียมและค่าบริการทางกฎหมาย
เมื่อตกลงราคาซื้อขายกันได้แล้ว จะมีค่าใช้จ่ายในการโอนสิทธิ์ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา ดังนี้:
-
ค่าธรรมเนียมรัฐ (Official Fee):
-
2,000 บาท ต่อคำขอโอนสิทธิ์ (ไม่ว่าในเครื่องหมายนั้นจะมีสินค้ากี่รายการก็ตาม)
-
-
ค่าจ้างที่ปรึกษา/ทนายความ (Professional Fee):
-
หากจ้างเอเจนซี่ดำเนินการให้ ค่าบริการจะอยู่ที่ประมาณ 10,000 – 20,000 บาท+ ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนและจำนวนเครื่องหมาย
-
![]() |
ปัจจัยที่ทำให้ราคา “สูง” หรือ “ต่ำ”
-
ความหมายและจดจำง่าย: ชื่อที่สั้น จำง่าย และมีความหมายมงคลหรือสื่อถึงสินค้าได้ดี มักมีราคาแพง
-
ประเภทของสินค้า (Class): บางกลุ่มสินค้ามีการแข่งขันสูงและจดทะเบียนผ่านยาก (เช่น อาหาร, ยา, เครื่องสำอาง) ทำให้ราคาขายต่อสูงขึ้น
-
ความกว้างของความคุ้มครอง: จดครอบคลุมสินค้าหลายรายการหรือไม่
-
อายุของเครื่องหมาย: เครื่องหมายที่จดมานานและมีการใช้งานจริง จะมีความน่าเชื่อถือและราคาสูงกว่าเครื่องหมายที่เพิ่งจด
💡 คำแนะนำในการซื้อ
หากคุณกำลังจะซื้อเครื่องหมายการค้า ควรขอ “หนังสือรับรองการจดทะเบียน” มาตรวจสอบสถานะปัจจุบันก่อนว่า:
-
เครื่องหมายยังมีอายุการคุ้มครองอยู่หรือไม่ (ต้องต่ออายุทุก 10 ปี)
-
ชื่อเจ้าของปัจจุบันตรงกับผู้ขายหรือไม่
-
มีการติดจำนองหรือให้สิทธิ์ (License) ผู้อื่นไว้ก่อนแล้วหรือไม่
