ในการทำธุรกิจ ยุคนี้ “แบรนด์” หรือ เครื่องหมายการค้า (Trademark) คือสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล เพราะเป็นสิ่งแรกที่ทำให้ลูกค้าจดจำสินค้าและบริการของเราได้ แต่หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่ผู้ประกอบการหลายคนมักสงสัยคือ “ถ้าเราใช้เครื่องหมายการค้านี้ค้าขายมาตั้งนาน แต่ไม่ได้ไปจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ จะได้รับความคุ้มครองไหม? แล้วมันต่างจากแบรนด์ที่จดทะเบียนอย่างไร?”
บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกความแตกต่างระหว่าง เครื่องหมายการค้าที่ “จดทะเบียน” และ “ไม่จดทะเบียน” เพื่อให้คุณวางแผนปกป้องแบรนด์ได้อย่างถูกวิธีตามกฎหมายครับ
ความแตกต่างที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงในทางกฎหมาย
แม้ว่าทั้งสองรูปแบบจะเรียกว่าเครื่องหมายการค้าเหมือนกัน แต่ระดับความคุ้มครองและสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้ครับ
1. เครื่องหมายการค้าที่ “จดทะเบียนแล้ว” (Registered Trademark)
คือ เครื่องหมายการค้าที่ผ่านการตรวจสอบและนายทะเบียนรับจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว (มักใช้สัญลักษณ์ ®)
-
สิทธิ์เด็ดขาด (Exclusive Rights): เจ้าของมีสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยที่จะใช้เครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้าหรือบริการที่ระบุไว้
-
การฟ้องร้องเมื่อโดนละเมิด: หากมีใครมาลอกเลียนแบบหรือใช้เครื่องหมายที่คล้ายคลึงกันจนทำให้ประชาชนสับสน เจ้าของสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีฐานละเมิดเครื่องหมายการค้าได้ทันที โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าแบรนด์ของตัวเองดังแค่ไหน
-
โทษทางอาญา: กฎหมายมีบทลงโทษทางอาญาที่รุนแรง ทั้งโทษจำคุกและปรับ สำหรับผู้ที่ปลอมแปลงหรือเลียนแบบเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้ว
-
สินทรัพย์ทางธุรกิจ: สามารถนำไปซื้อขาย โอนสิทธิ์ หรือทำสัญญาอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิ์ (Franchise / Licensing) ได้อย่างถูกต้องและมีความน่าเชื่อถือสูง

2. เครื่องหมายการค้าที่ “ไม่ได้จดทะเบียน” (Unregistered Trademark)
คือ เครื่องหมายการค้าที่เราคิดขึ้นมาแล้วนำไปใช้ในการค้าขายจริง ติดบนตัวสินค้าหรือป้ายร้าน แต่ยังไม่ได้ยื่นจดทะเบียน หรืออยู่ในขั้นตอนยื่นแต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติ (มักใช้สัญลักษณ์ ™)
-
สิทธิ์ที่จำกัด: เจ้าของยังมีสิทธิ์ในฐานะ “ผู้ริเริ่มใช้” แต่ไม่มีสิทธิ์เด็ดขาดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า
-
ข้อจำกัดในการฟ้องร้อง: กฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า “ห้ามมิให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียน ฟ้องคดีเพื่อป้องกันการละเมิด… หรือเรียกค่าสินไหมทดแทน” * ข้อยกเว้นเดียวที่ฟ้องได้: จะฟ้องได้เฉพาะกรณี “ลวงขาย” (Passing Off) เท่านั้น คือต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นจนสิ้นสงสัยว่า แบรนด์ของเราดังมาก เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และผู้จำลองมีเจตนาหลอกลวงให้คนเข้าใจผิด ซึ่งในทางปฏิบัติ การพิสูจน์สิทธิ์แบบนี้มีค่าใช้จ่ายสูง ใช้เวลานาน และชนะคดีได้ยากมาก
-
ความเสี่ยงโดนชุบมือเปิบ: หากมีคนอื่นเห็นแบรนด์เราขายดี แล้วนำเครื่องหมายการค้าของเราไปยื่นจดทะเบียนก่อนอย่างถูกกฎหมาย เราอาจกลายเป็นฝ่ายที่ต้องหยุดใช้แบรนด์ของตัวเอง หรือต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมหาศาลในการทำเรื่องคัดค้านหรือเพิกถอน
ตารางเปรียบเทียบ: จดทะเบียน VS ไม่จดทะเบียน
| หัวข้อความเปรียบเทียบ | เครื่องหมายการค้าจดทะเบียน (®) | เครื่องหมายการค้าไม่จดทะเบียน (™) |
| สิทธิ์ในการใช้งาน | มีสิทธิ์เด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว | มีสิทธิ์ใช้ แต่อาจโดนคนอื่นตัดหน้าจดทะเบียนได้ |
| การฟ้องร้องดำเนินคดี | ฟ้องฐานละเมิดเครื่องหมายการค้าได้ทันที | ฟ้องได้เฉพาะฐาน “ลวงขาย” (พิสูจน์ยากมาก) |
| บทลงโทษผู้ละเมิด | มีโทษทางอาญา (จำคุกและปรับสูงสุด) | ส่วนใหญ่เป็นคดีทางแพ่ง (เรียกค่าเสียหาย) |
| การต่อยอดธุรกิจ | ทำแฟรนไชส์ ขายสิทธิ์ หรือใช้เป็นหลักทรัพย์ได้ | ทำได้ยาก ความน่าเชื่อถือต่ำทางกฎหมาย |
| อายุความคุ้มครอง | คุ้มครอง 10 ปี (และต่ออายุได้เรื่อยๆ ทุก 10 ปี) | คุ้มครองตราบเท่าที่ยังใช้งานและไม่มีใครมาจดตัดหน้า |
สรุป: แบบไหนที่ใช่สำหรับธุรกิจคุณ?
หากคุณเพิ่งเริ่มต้นทดลองตลาดในสเกลที่เล็กมาก ๆ และยังไม่แน่ใจว่าชื่อแบรนด์นี้จะใช้ในระยะยาวหรือไม่ การใช้แบบยังไม่จดทะเบียนไปก่อนอาจจะพอถูไถได้ในระยะสั้น
แต่ถ้าคุณเอาจริงกับธุรกิจ มีแผนจะขยายสาขา ทำการตลาดออนไลน์ ยิงแอด หรือส่งสินค้าไปวางขายในห้างสรรพสินค้าและต่างประเทศ การ “จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า” คือสิ่งจำเป็นที่ต้องทำตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนนั้นเทียบไม่ได้เลยกับมูลค่าความเสียหายหากแบรนด์ของคุณโดนคนอื่นก๊อปปี้หรือยึดชื่อไป
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ E-Mail : IPTHAILAND77@gmail.com หรือ LINE : SALE TRADEMARKคำแนะนำส่งท้าย: ก่อนจะสกรีนโลโก้ลงบนสินค้า หรือสั่งผลิตบรรจุภัณฑ์จำนวนมาก ควรทำการตรวจสอบ (Search) กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาให้ดีก่อนว่า ชื่อหรือโลโก้ของเราไปซ้ำกับของใครที่จดไว้ก่อนแล้วหรือไม่ เพื่อความปลอดภัยและมั่นคงของธุรกิจในระยะยาว